อ่ะแฮ่ม ทิ้งบล็อกไปสามชาติ ไปตามความฝันมาค่ะ
.
.
.
เส้นทางสู่สถาปัตย์
*จุดเริ่มต้น
สวัสดีค่ะ เจ้าของบล็อกเป็นแค่เด็กที่เพิ่งจบม. 6 กำลังจะเป็นนักศึกษาของ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์หลัก ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
จะเล่าตั้งแต่เป็นเด็กและอะไรเป็นจุดเริ่มต้นล่ะกันนะค่ะ
ขอออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ใช่คนเก่ง บ้านอยู่ตจว.
ตอนเด็กๆ ชอบ วาดการ์ตูนมาก
ความฝันแรกที่รักมันมากก็คือการเป็นนักเขียนการ์ตูน ชอบแบบว่าวาดได้ทั้งวี่ทั้งวัน เรียนไปวาดไป วาดเหมือนคนบ้า แต่มีความสุขชะมัดเลยโอ้ยย อาจเป็นเพราะตอนนั้นเรียนอยู่ม.ต้น มันไม่หนักอะไร มีเวลาว่างเยอะ เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก
พอขึ้นม.ปลาย เกรดดีพอที่จะได้อยู่ห้องวิทย์-คณิตอันดับต้นๆ ของโรงเรียน ก็เลยคิดเอาว่าสายวิทย์มันลงได้ทุกคณะ เรียนๆไปก่อนก็ได้ว่ะ (ตอนนั้นไม่คิดอะไรมากจริงๆ รู้สึกเสียใจยันทุกวันนี้ แต่มันก็สอนให้เราอดทนนะ)
ที่บ้านอยากให้เป็นพยาบาล
ต้องยอมรับว่าพ่อแม่ต้องการให้เรามีหน้าที่การงานที่มั่นคง เพราะฉะนั้นอาชีพข้าราชการเป็นอะไรที่เบสิคมากสำหรับความคิดของผู้ใหญ่ เอาแล้วไงงานสายวิทย์สุขภาพไม่เคยมาอยู่ในหัวฉันเลย.......เกิดการทะเลาะกัน ทะเลาะจนร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง แต่อาจจะเป็นเพราะเราดื้อมาก(น่าตีเนอะ) เราพยายามพิสูจน์ตัวเองให้แม่เห็นว่าเราชอบทางด้านศิลป์มากกว่า วิทย์สุขภาพ พอได้ไปประกวดนั่นนี่ได้รางวัลมา แม่ก็อ่อนลงเยอะมาก จนขึ้นม.5 ก็ยอมให้เราตัดสินใจเอาเอง
สถาปัตยกรรมศาสตร์คืออะไร
ตอนนั้นงงแล้วไม่ค่อยเข้าใจ “คนสร้างบ้าน” ในความคิด ฮ่าๆ จนตอนจะจบชั้นม.3 โรงเรียนมีกิจกรรมแนะแนว เราก็ได้รู้จักกำคำ สถาปัตย์มากขึ้นว่า เรียน 5 ปี ต้องสอบขอรับใบ กส. ถึงจะมีสิทธิเขียนแบบ (ตอนนั้นจำได้ลางๆว่าเค้าอธิบายแค่นี้)
การเรียนสายวิทย์นี่แหละ ทำให้เราคิดบ้าๆเอาว่า อ่อ ชอบวาดรูป+เรียนวิทย์-คณิต = สถาปัตย์ (ตรรกะห่วยมาก) ตอนนั้นคิดแค่ว่า กูอุตส่าห์เรียนสายวิทย์ น่าจะทำอะที่เกี่ยวกับวิทย์บ้างนะ
ช่วง ม.4 เริ่มรู้ตัวว่าชอบอบากเรียน แต่ไม่หาข้อมูล (อย่าทำตามเด็ดขาด ยิ่งเรารู้ตัวเร็ว เราต้องยิ่งเตรียมพร้อมให้เร็ว)
พยายามหาเลขมาทำ ฟิสิกส์มาทำ แต่ หลับตายคาหนังสือทุกที ฮ่าๆๆ
ก็ตอนม.4 อีกนี่แหละที่เริ่มหาว่า ถ้าจะเรียน สถาปัตย์ นี่ต้องมหาลัยอะไร
ตอนนั้นเท่าที่รู้มี แค่ จุฬา ฯ ศิลปากร ขอนแก่น ลาดกระบัง เอาล่ะครับ ได้เวลาเพ้อแล้ว
กูจะเข้าศิลปากร !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
(บางคนอาจจะเอาจุฬาไว้เป็นอันดับหนึ่งก็ไม่ว่ากัน แต่เรารู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับสังคมจุฬา)
จากความเพ้อ ความฝัน โดยที่ไม่ได้หาข้อมูลเพิ่มเติม ก็บอกทุกคนว่า กูจะเข้าศิลปากรให้ได้ แต่กูไม่เคยฝึกความถนัดทางสถาปัตย์ เอาแต่ CG ไปวันๆ
พอตอนนั้นช่วงม.5 มั้ง เริ่มมีความคิด ฮ่าๆ หาข้อมูลใหม่
ก็ได้ความมาว่า ศิลปากร คนเข้าสอบประมาณ 2000 คน ต่อปี รับ 20 คน ครับพี่น้อง โอ้ พระเจ้าจอร์จ
เราเลยลองมองหามหาลัยอื่นต่อมา
ม.ขอนแก่น ? เอิ่มใกล้เหลือเกิน (บ้านเราอยู่ภาคตะวันออก) เก็บไว้แอดแล้วกันนะ
ม.เกษตร ? อ่อ อันนี้น่าสนดี ติ้กไว้
ลาดดกระบัง ? เฮ้ย อันนี้น่าสนดีว่ะ รับตั้ง 85 คน แต่สอบตรงหมดเลยแฮะ
พอหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า ลาดกระบังนั้นเน้นไปทางด้านการปฏิบัติมาก จึงตกลงปลงใจว่า ที่นี่แหละใช้กับเราที่สุด
เพราะก่อนหน้านั้น ลาดกระบังและศิลปากรจะจัดสอบพร้อมกัน นะจ้ะ แต่ปีนี้ของเรา น้ำดันท่วมเราจึงได้สอบทั้งศิลปากรและลาดกระบัง ซึ่งลาดกระบังนี่ก็เลยมาอีกปีแล้ว ใกล้ๆกับแอดนี่แหละ
โอเคแฮะ คราวนี้ก็ไปหาหนังสือความถนัดมากองไว้ มานอนมองหน้าเราในห้อง เพราะตอนนั้น เปิดอ่านดูครั้งแรก
เชี่ยแม่ง ....!!! กูอ่านไม่รู้เรื่อง จึงพับเก็บมันไว้ก่อน เหอะๆ
ไปฝึก Drawing แทน เพราะที่ลาดกระบังมีสอบ drawing ก็บ้าไปพักใหญ่เหมือนจมอยู่ในโลกของ drawing ไม่ทำอะไรเลย ฮ่าๆๆ รู้ตัวอีกที อ้าวกูจบ ม. 5 แล้วหรอว่ะ
เครียดแล้วไงกูมันสอบความถนัดด้วย แต่กูทำเป็นแค่ drawing
เนื่องจากจังหวัดที่เราอยู่นั้นมีที่ติวศิลปะที่เน้นการสอบเข้ามหาลัยแค่ที่เดียว เราไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษที่กรุงเทพเลย เอาจริงๆคือ ค่าใช้จ่ายมันเยอะมาก แถมเราก็เป็นพวกไม่ค่อยเข้ากทม. เรียกว่าโครตงง
วันแรกของเปิดเทอมม.6 ก็เข้าไปที่ร้านที่ติวศิลปะ บอกเขาว่าอยากเข้านั่น เข้านี่ ตอนนั้นบอกไปเยอะมาก ทั้งจิตรกรรม มัณฑณศิลป์ นิเทศน์ศิลป์ สถาปัตย์ อารมณ์กูจะเอามันหมด กูคือเทพไรงี้ พี่เขาบอกมาว่ามันคงเป็นไปไม่ได้น้องต้องเอาสักอย่างจะได้เน้นไปทางนั้น เพราะแต่ละอย่างมันฝึก และสไตล์งานไม่เหมือนกัน เอ้าเงิบเลยกู พอได้ไปดูงานของคนอื่น พวกรุ่นพี่ ก็เข้าใจทันที ว่ามันฝึกไม่เหมือนกันจริงๆ ถ้าเราเรียนหมดในเวลาแค่ 1 ปี คงไม่ใช่มนุษย์
พี่เขาจะถามเกรดเฉลี่ย ซึ่งก็ต้อง 3.5 ขึ้นในจังหวัดของเรานะ ถึงจะแนะนำให้เรียน เพราะมีการคำนวณมาเกี่ยวข้อง และงานค่อนข้างหนัก ปัญหาของพวกสายศิลป์-ภาษาที่ติดข้อเขียนแต่ไม่ผ่านสัมภาษณ์ก็คือการเรียนที่ต้องมีเลขกับฟิสิกส์นี่แหละ
การติวสถาปัตย์(สถ.) ขอเขียนแต่อันนี้เพราะเราเน้นไปทางนี้ ซะมาก
ภาคปฏิบัติ
เส้นสถาปัตย์ ? มันคืออะไร?
งานออกแบบมีหลายรูปแบบแล้วในแต่ละแบบจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แล้วเจาะไปเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลอีกที
ลากเส้นตรงไม่ใช้ไม้บรรทัด ตอนลากนี้ต้องมีสมาธิแล้วฝึกฝนบ่อยๆ เดี๋ยวมันก็ตรง เพราะการใช้ไม่บรรทัดอาจทำให้งานดูแข็ง

อารมณ์ประมาณนี้นะ
Perspective นั้นสำคัญนัก ได้รู้หลักการวาดที่ถูกต้อง ระยะใกล้ ไกล มุมกล้อง
Sketch Design ได้ทำจริงจังตอนนี้เลย คิดงานจนจะบ้า แต่มันฝึกความคิดสร้างสรรค์ และคิดอย่างเป็นระบบ
Drawing ของสถาปัตย์จะเน้นไปที่สิ่งของชิ้นเล็กๆ หรือที่เราเอาติดตัวไปสอบได้ กระเป๋าตังค์ กระดาษยับ แบงค์
ทีนี้มาที่ภาคทฤษฎี พี่ที่ร้านไม่ได้สอนทฤษฎีเลยเพราะพี่เค้าไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง เราจึงตรงขวนขวายเอา
โดยการ หาหนังสือที่เค้าฮิตอ่าน ไปจนกระทั่งหนังสือรุ่นพ่อ ลามไปชีทเพื่อนที่กทม.ที่มันติวเช่นเดียวกัน ขอถ่ายเอกสารโลด
เนื้อหาของภาคทฤษฎี
ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมศาสตร์ หาอ่านนะสนุกมาก ตั้งแต่เมโสโปเตเมีย จนถึงปัจจุบันเลย มีหลายยุค
ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมศาสตร์ไทย เรือนไทย 4 ภาค เจดีย์แต่ละยุค พระพุทธรูป ฯลฯ
องค์ประกอบศิลป์ space line dot ฯ
ลัทธิของศิลปะในแต่ละยุค Abstract , Gothic
โครงสร้างของสถาปัตยกรรม ส่วนต่างๆของอาคาร
ภูมิสถาปัตยกรรม พวกสวนนอกบ้าน ต้องรู้จักต้นไม้บ้าง ที่สำคัญๆ
ที่จริงมีเนื้อหามากกว่านี้แต่ต้องไปหารายละเอียดเอาเองนะจ้ะ
ทางภาควิชาการ น่าเศร้าที่เราเรียนพิเศษแต่เลข เพราะเราเบื่อกับการเรียนพิเศษมาก(เกรียนเนอะ) วิชาที่ไม่ถนัด อาศัยให้เพื่อนติวให้ ฮ่าๆ
วิชาที่ใช้สอบของคณะสถาปัตย์(ทุกที่อาจไม่สอบทั้งหมดแต่นี่คือวิชาที่จะเจอในทุกมหาลัย)
คณิตศาสตร์ (จากที่เคยไปสอบค้นพบว่า ออกแม่งมหดทุกเรื่องที่อยากจะออก)
ฟิสิกส์ (กลศาสตร์ ไฟฟ้า)
ภาษาอังกฤษ (conversation reading error vocabulary)
ภาษาไทย (ถ้าจะออก ไม่วิเคราะห์ ก็กลอน ไม่กลอน ก็คำที่เขียนผิด)
สังคม (ประวัติศาสตร์ซะส่วนใหญ่)
อาจเจอข้อสอบที่เกี่ยวกับคณะและมหาลัยที่ไปสอบ เช่นใครเป็นคนตั้งคณะ สัญลักษณ์ประจำคณะ ต้นไม้ประจำมหาลัย ฯลฯ
ปล.เราอาจจะไม่ได้เขียนดีอะไรมากนักแต่อยากแชร์ประสบการณ์ให้น้องๆม.ปลายได้รับรู้เพิ่มขึ้นผ่านคนคนนึง
......*TBC ตอนต่อไป...ได้เวลาปล่อยของ
ตอนต่อไปจะเป็นการไปสอบในที่ต่างๆของเรานะจ้ะ